posttoday

‘กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์’ พลิกธุรกิจสิ่งทอให้ฟื้น

6E33733636C0483799766DBA0F2F8319

ธุรกิจสิ่งทอในเมืองไทย หลายคนคงมองว่าเป็นธุรกิจพระอาทิตย์ตกดินนานแล้ว ทายาทธุรกิจรุ่นที่ 3 “กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์” วัย 34 ปี ก็เคยมองอย่างนั้น แต่วันนี้เขาได้ปฏิวัติการทำธุรกิจสิ่งทอที่เริ่มนำการวิจัยและพัฒนา(R&D) หรือนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฮบริด แฟบริค จำกัด

จากรุ่นคุณปูก่อตั้งห่างหุ้นส่วนจำกัด ตั้ง เตียง ฮง ทำธุรกิจขายผ้าย่านสำเพ็ง ตั้งแต่ปี 2490 สู่รุ่นคุณพ่อที่ขยายธุรกิจมีโรงงานทอผ้าและตัดเย็บครบวงจรภายใต้ชื่อ บริษัท ที.ที.เอช.นิตติ้ง (ไทยแลนด์) ปี 2535 ซึ่งแรกๆ ก็ได้เป็นหนึ่งในธุรกิจหลังยุคเศรษฐกิจไทยกำลังโชติช่วงชัชวาล
วิกฤตต้มยำกุ้งได้เกิดขึ้นปี 2540 การรับจ้างการผลิตเสื้อผ้า (โออีเอ็ม) เป็นตัวแปรครั้งใหญ่ที่ทำให้ธุรกิจซวนเซการทำธุรกิจรับจ้างผลิตให้ สินค้าที่ออกมาจึงดูคล้ายๆ กันทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านก็ผลิตคล้ายกัน แต่ประเทศเหล่านั้นกลับมีข้อได้เปรียบที่ต้นทุนการผลิตถูกกว่า

      ธุรกิจสิ่งทอเรียกได้ว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ ทั่งจากหน่วยงานทางการ หรือ แม้กระทั่งภาคเอกชน อย่างธนาคารพาณิชย์ ทั่งที่เป็นเครื่องมือทางการเงินหลักที่พอจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจนี้กู้เงินเพื่อไปหมุนเวียนในธุรกิจ แต่สำหรับธุรกิจสิ่งทอถือเป็นอุตสาหกรรมที่ธนาคารระบุว่าเป็นธุระกิจที่มีความเสี่ยงทำให้ปล่อยกู้ยาก
เมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา หลังจากเรียนจบด้านการตลาดจากสหรัฐ กิตติพงศ์มีโอกาสกลับมาช่วยพลิกฟื้นธุรกิจที่บ้านโดยทำทุกอย่างให้ตัวเลขที่ขาดทุนกลายเป็นมีกำไรจากเริ่มคิดว่าจะช่วยครอบครัวก่อน ไปพร้อมกับพยายามทำธุรกิจอื่นที่น่าจะดีกว่า ลุยมาหมดไม่ว่าจะเป็นทำ เครื่องสำอาง เจลล้างมือ ทำโรงงานด้านต่างๆ รวมถึงธุรกิจขายตรง ฯลฯ เพราะมองว่าธุรกิจสิ่งทอไม่มีวันกลับมาเติบโตได้อีก
4 ปีแรกที่กลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านยังไม่ได้ทำอะไรมากนอกเหนือไปกว่าการทำให้ตัวเลขที่แดงติดลบอยู่ออกมาเป็นตัวเลขเขียวและมีผลการทำให้เป็นกำไรสุทธิให้ได้มากกว่าสิ่งที่เริ่มทำได้ตอนนั้นเมื่อไม่มีตัวช่วยไหนเท่าตัวของเราเองเพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้มาก “ความแตกต่าง” และ “การบริการ” ที่ต้องสร้างให้บริษัทแปลกใหม่ในความรู้สึกกับลูกค้าได้ บริษัทจึงผลิตเสื้อผ้าพนักงานของกลุ่มองค์กรหน่วยงานและบริษัทเอกชนหลายแห่ง

ธุรกิจสิ่งทอในเมืองไทย หลายคนคงมองว่าเป็นธุรกิจพระอาทิตย์ตกดินนานแล้ว ทายาทธุรกิจรุ่นที่ 3 “กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์” วัย 34 ปี ก็เคยมองอย่างนั้น แต่วันนี้เขาได้ปฏิวัติการทำธุรกิจสิ่งทอที่เริ่มนำการวิจัยและพัฒนา(R&D) หรือนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฮบริด แฟบริค จำกัด

จากรุ่นคุณปูก่อตั้งห่างหุ้นส่วนจำกัด ตั้ง เตียง ฮง ทำธุรกิจขายผ้าย่านสำเพ็ง ตั้งแต่ปี 2490 สู่รุ่นคุณพ่อที่ขยายธุรกิจมีโรงงานทอผ้าและตัดเย็บครบวงจรภายใต้ชื่อ บริษัท ที.ที.เอช.นิตติ้ง (ไทยแลนด์) ปี 2535 ซึ่งแรกๆ ก็ได้เป็นหนึ่งในธุรกิจหลังยุคเศรษฐกิจไทยกำลังโชติช่วงชัชวาล
วิกฤตต้มยำกุ้งได้เกิดขึ้นปี 2540 การรับจ้างการผลิตเสื้อผ้า (โออีเอ็ม) เป็นตัวแปรครั้งใหญ่ที่ทำให้ธุรกิจซวนเซการทำธุรกิจรับจ้างผลิตให้ สินค้าที่ออกมาจึงดูคล้ายๆ กันทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านก็ผลิตคล้ายกัน แต่ประเทศเหล่านั้นกลับมีข้อได้เปรียบที่ต้นทุนการผลิตถูกกว่า

      ธุรกิจสิ่งทอเรียกได้ว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ ทั่งจากหน่วยงานทางการ หรือ แม้กระทั่งภาคเอกชน อย่างธนาคารพาณิชย์ ทั่งที่เป็นเครื่องมือทางการเงินหลักที่พอจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจนี้กู้เงินเพื่อไปหมุนเวียนในธุรกิจ แต่สำหรับธุรกิจสิ่งทอถือเป็นอุตสาหกรรมที่ธนาคารระบุว่าเป็นธุระกิจที่มีความเสี่ยงทำให้ปล่อยกู้ยาก
เมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา หลังจากเรียนจบด้านการตลาดจากสหรัฐ กิตติพงศ์มีโอกาสกลับมาช่วยพลิกฟื้นธุรกิจที่บ้านโดยทำทุกอย่างให้ตัวเลขที่ขาดทุนกลายเป็นมีกำไรจากเริ่มคิดว่าจะช่วยครอบครัวก่อน ไปพร้อมกับพยายามทำธุรกิจอื่นที่น่าจะดีกว่า ลุยมาหมดไม่ว่าจะเป็นทำ เครื่องสำอาง เจลล้างมือ ทำโรงงานด้านต่างๆ รวมถึงธุรกิจขายตรง ฯลฯ เพราะมองว่าธุรกิจสิ่งทอไม่มีวันกลับมาเติบโตได้อีก
4 ปีแรกที่กลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านยังไม่ได้ทำอะไรมากนอกเหนือไปกว่าการทำให้ตัวเลขที่แดงติดลบอยู่ออกมาเป็นตัวเลขเขียวและมีผลการทำให้เป็นกำไรสุทธิให้ได้มากกว่าสิ่งที่เริ่มทำได้ตอนนั้นเมื่อไม่มีตัวช่วยไหนเท่าตัวของเราเองเพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้มาก “ความแตกต่าง” และ “การบริการ” ที่ต้องสร้างให้บริษัทแปลกใหม่ในความรู้สึกกับลูกค้าได้ บริษัทจึงผลิตเสื้อผ้าพนักงานของกลุ่มองค์กรหน่วยงานและบริษัทเอกชนหลายแห่ง

เมื่อไหร่ก็ตามที่ธุรกิจหยุดพัฒนา ก็เหมือนเดินถอยหลังสู่จุดจบแต่หากยังพัฒนาต่อเนื่อง ต่อให้ภาพรวมอุตสาหกรรมจะเป็นขาลง ธุรกิจนั้นก็ยังมีลมหายใจต่อ

กิตติพงค์ รวยฟูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไฮบริด แฟบริค เริ่มจากช่วยงานธุรกิจครอบครัวก่อน คือ บริษัทสิ่งทอ โดยเข้าไปดูแลการตลอดทั้งหมด ช่วงนั้นเป็นปีมหามงครลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสื้อสีเหลืองขายดีมาก บริษัทรับคำสั่งผลิตเสื้อเหลืองต่อเนื่อง แต่เป็นความคึกคักทางธุรกิจชั่วคราว จึงมองหาแนวทางให้ธุรกิจโตยั่งยืน

เริ่มจากพิจารณาช่องทางคำสั่งซื้อ พบว่าบริษัทรับจ้างผลิตเสื้อผ้าส่งให้องค์กร (โออีเอ็ม) โดยรับคำสั่งผ่านนายหน้า ผลิตส่งห้างค้าปลีกประตูนํ้า โบ๊เบ๊ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เริ่มเห็นว่าบริษัทมีศักยภาพผลิตเสื้อผ้าได้หลายรูปแบบ จึงสร้างทีมงานฝ่ายขายเอง เพื่อติดต่อลูกค้าองค์กรโดยตรง ไม่ผ่านนายหน้า

“ช่วงที่ช่วยงานบริษัทนี้ 5 ปี แรกเปลี่ยนวงการหลายอย่าง เช่นเดิมเสนอขายเสื้อผ้าเป็นโหล ก็ขายเป็นตัว ให้ลูกค้าซื้อแบบไม่มีขั้นตํ่าเลือกสีได้ตามต้องการ จากที่ปกติลูกค้าต้องรองาน 60 วัน ก็ลดจนเหลือ 14 วัน และเดิมบริษัทต่างๆพิมพ์รายการเสื้อผ้าเป็นเล่มให้ลูกค้าเลือก บริษัทก็เป็นเจ้าแรกที่เริ่มทำรายการเสื้อผ้าออนไลน์ให้ลูกค้าเลือกมีแบบผ้าตามคุณสมบัติที่ลูกค้าต้องการ อาทิ ทนทานสูง สีไม่ซีด ซักแล้วไม่หดย้วย”

เมื่อช่วงงานบริษัท ที.ที.เอชนิตติ้ง (ไทยแลนด์) กว่า10ปี ทำให้บริษัทพัฒนาเสื้อผ้านวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมากมายตามความต้องการลูกค้ากลายเป็นคลังความรู้ชั้นดีที่บริษัทอื่นเลียนแบบไม่ได้ อีกทั้งทำให้บริษัทผลิดเสื้อผ้าอื่นๆ อยางซื้อผ้าที่มีนวัตกรรมที่บริษัทพัฒนาไปใช้ จึงตัดสินใจตั้งบริษัทใหม่ชื่อ บริษัทไฮบริด แฟบริค เป็นบริษัทผลิดและจัดจำหน่ายผ้า เพื่อเป็นวัตถุดิบให้บริษัทอื่นๆ นำไปตัดเย็บเสื้อผ้าต่อ

กิตติพงศ์ กล่าวว่า หัวใจธุรกิจเสื้อผ้ามี 3เรื่อง คือ 1.วัตถุดิบ 2.การทอ 3.การย้อม บริษัทมีวัตถุดิบที่บริษัทอื่นเลียนแบบไม่ได้ เพราะสั่งซื้อวัตถุดิบได้ครั้งละมากๆ เลือกวัตถุดิบที่บริษัทอื่นๆอาจไม่มีกำลังพอจะสั่งได้ ด้านการทอ บริษัทใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรทันสมัยจากอิตาลี ต่างจากบริษัทอื่นใช้เครื่องจักรแบบเก่า เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมการลงทุน ทองธุรกิจนี้เป็นธุรกิจไม่มีอนาคต ไม่คุ้มลงทุนเพิ่ม

ด้านการย้อม บริษัทมีโรงย้อมในเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีทำให้ผ้ามีคุณสมบัติตามลูกค้าต้องการ ด้วยคุณสมบัติตามต้องการ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงเอื้อต่อบริษัทไฮบริด แฟบริค ในการเป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีผ้ารองรับความต้องการบริษัทเสื้อผ้าในตลาด ส่วนบริษัท ที.ที.เอช.นิตติ้ง (ไทยแลนด์) ก็ให้คนในครอบครัวดูแลต่อ แยกการดำเนินงานกันชัดเจน

ตัวอย่างผ้านวัตกรรมที่ผลิดเช่น ผ้าไฮบริด คอตตอน ที่มีคุณสมบัติดูดเหงื่อ แห้งสบาย ไม่หดย้วย ทนคลอรีน และโฮบริด แฟชั่น ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงโฮบริด คอตตอนแต่ราคาถูกกว่า โดยบริษัทไม่ได้กำหนดปริมาณผ้าขั้นตํ่าสูง สั่งซื้อผ้าเพียง 1 กิโลกรัมได้ ไม่ต้องซื้อขั้นตํ่า 1,000 กิโลกรัม เพราะตระหนักว่ามีลูกค้าไม่กี่รายที่จะสั่งซื้อผ้าปริมาณมากระดับนี้ได้ แต่สั่งซื้อปริมาณน้อยก็จะมีราคาสูงกว่า

การที่บริษัทให้ลูกค้าสั่งผ้าจำนวนไม่มากได้ เพราะมียอดสั่งซื้อจากบริษัทเสื้อผ้าจำนวนมาก จึงมีกำลังลงทุนซื้อวัตถุดิบมาสต็อกไว้ ที่ผ่านมาจะเก็บสถิติว่าผ้าสีไหนความต้องการสูง ก็สต็อกสีนั้นมาก สีไหนความต้องการน้อยก็สต๊อกน้อย มีสต๊อกทั้งผ้าสุก (ผ่านการย้อมแล้ว) และผ้าดิบ (ยังไม่ย้อม)

“บริษัทไฮบริด แฟบริค เปิดไม่ถึง 1 ปี เป็นธุรกิจกลุ่มบลูโอเชียน ยังไม่มีคู่แข่ง เพราะผ้าที่มีไม่เหมือนบริษัทผ้าอื่นๆ การพัฒนาผ้าของบริษัทจะร่วมมือสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เวลาที่คิดค้นผ่านวัตกรรมใหม่ได้ จะนำไปทดสอบที่สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อรับใบรับประกันคุณสมบัติผ้าเป็นเครื่องการันตีให้ลูกค้าเชื่อมั่น”

กิตติพงศ์ กล่าวว่าไฮบริด แฟบริค พัฒนาผ้านวัตกรรมใหม่ได้ เพราะนำผู้รับผิดชอบงานผ้า 3 ด้าน คือวัตถุดิบ ทอ และ ย้อม มาหารือร่วมกันภายใต้โจทย์เดียวกันว่า หากต้องการพัฒนาผ้าคุณสมบัติเช่นนี้ให้ขายได้ราคาเหมาะสม ต้องใข้ความรู้แต่ละด้านอย่างไรบ้างผสมผสานกัน ขณะเดียวกันก็ตั้งใจลงทุนกับบริษัทนี้ต่อเนื่อง โดยวางแผนซื้อเครื่องทอเทคโนโลยีใหม่เพิ่ม

อย่างไรก็ตาม กิตติพงศ์ ไม่ได้หยุดแค่บริษัท ไฮบริด แฟบริค ล่าสุดมีแนวคิดต่อยอดนวัตกรรมผ้าที่คิดค้นขึ้น ก่อตั้งบริษัทใหม่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าแบรนด์ไฮบริด สปอร์ต ผลิตเสื้อผ้ากีฬาที่ต้องใช้ผ้าประสิทธิภาพสูง ลดการเกิดกรดแลกติกเมื่อออกกำลังกายหนักๆ

แม้เศรษฐกิจไม่ดีนัก แต่ธุรกิจไฮบริด แฟบริค มีแนวโน้มโตได้เพราะลูกค้าเริ่มมองหาผ้าฟังก์ชั่นที่มีนวัตกรรมใช้มากขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์หลังทดลองใช้แล้วตามที่บริษัทนำผ้าไปเสนอ แม้สักส่วนการขายจากผ้าฟังก์ชั่นยังไม่มากเท่าผ้าธรรมดาแต่แนวโน้มเติบโตสูงบ จากช่วงเพิ่งเปิดบริษัท สักส่วนยอดขาดไม่ถึง 10% ผ่านไปเกือบ 1ปีสัดส่วนยอดขายขึ้นมาเป็น 20% แล้วคาด 3ปีข้างหน้า สัดส่วนยอดขายผ้าฟังก์ชั่นจะเกิด 50% ได้

กลยุทย์เพิ่มยอดขายผ้าฟังก์ชั่นคือ ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าตัวเองต้องการผ้าแบบไหน เพราะลูกค้าที่มาซื้อผ้าอาจยังไม่ทราบว่าผ้ามีคุณสมบัติต่างๆกันตามต้องการได้ โดยจะใช้ช่องทางออนไลน์สร้างความเข้าใจ ทำเป็นข้อมูลกราฟฟิก คลิปวีดีโอ และลงโฆษณาตามนิตยสารฝ่ายจัดซื้อ

กิตติพงศ์ กล่าวว่า ธุรกิจสิ่งทอหากไม่พัฒนาผ้านวัตกรรมใหม่ ยังผลิตเสื้อผ้าแบบเดิมจะลำบาก เพราะค่าแรงขั้นตํ่าสูงขึ้น สิ่งทอใช้แรงงานเป็นหลักได้รับผลกระทบสูง ธุรกิจจะไปต่อได้ด้วยคือการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผ้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง ขนะเดียวกันผู้ที่จะบริหารธุรกิจสิ่งทอต้องอึด อดทนสูง เพราะธุรกิตนี้ใช้แรงงานคนมาก ต้องปวดหัวเรื่องการติดต่อคนมากที่สุด ต้องมีวิสัยทัศน์ประสานงานกับคน

ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่รู้จักพัฒนาธุรกิจด้วยนวัตกรรมสมํ่าเสมอ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไปต่อได้ และน่านะมี อนาคตไกล

 

นักธุรกิจหนุ่มวัย 34 ปี “กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฮบริด แฟบริค คนรุ่นใหม่ที่พยายามปฏิวัติอุตสาหกรรมการทอจากที่สืบทอดกิจการมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่และคุณพ่อ เข้าสู่การเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์คนในอุตสาหกรรมนี้

เขานำนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนาเข้ามามีส่วนช่วยในการผลิตให้เนื้อผ้าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใส่ได้ให้ตรงกับสภาพแวดล้อมและอากาศมากขึ้น ที่สำคัญคือต้องช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและอุตสาหกรรมได้และมีเป้าหมายว่าภายใน 2-3 ปีนี้จะเข้าระดมทุนและจดทะเบียนเข้าตลอดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ โอ

ผู้ชายคนนี้มีความผสมผสานกันระหว่างมุมมองเรื่องการลงทุน ความชอบ และการสะสมเพื่อความเพลิดเพลินต่างเป็นส่วนที่เกี่ยวเนื่องกันไม่สิ้นสุด เริ่มตั้งแต่ที่เขาเริ่มสะสมชื่อจดทะเบียนเว็บไซต์ (โดเมนเนม) มาตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่นจะมีใครมาชอบชื่อที่เราจดทะเบียนเอาไว้ก็สามารถขายได้ด้วยเหมือนกับที่ แจ็ค หม่า ก็ชอบชื่ออาลีบาบามาก แต่มีคนไปจดโดเมนเนมนี้แล้วจึงได้ไปขอซื้อโดเมนนี้มา

เขาบอกว่า แรกๆก็จะจดชื่อเอาไว้เยอะมาก แต่ปัจจุบันภายหลังนี้ไม่ค่อยมีเวลา อีกทั้งเรื่องการจดทะเบียนชื่อพวกนี้ต้องมีการต่อทะเบียนทุกปี ต้องนี้จึงเลือกเก็บเอาไว้เพียงไม่กี่ชื่อเท่านั้น

“ตอนนั้นชอบชื่อไหนก็ไปจดทะเบียนเอาไว้ เพราะคิดว่าอนาคตอย่างน้อยหากเรามีชื่อจดดีจริง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะขายชื่อได้ในอนาคต ถามว่าเสี่ยงหรือไม่ที่จดไปแล้วจะมีคนซื้อไปหรือเปล่า ตอนนั้นติดแต่เพียงว่า มั่นใจในเรื่องของอินเทอร์เน็ต ธุรกิจ-คอมเมิร์ซต้องมีการเติมโต เป็นเทรนด์และเป็นดาวรุ่งที่ต้องมาในอนาคตอย่างแน่นอน และยังอยู่ในวัยที่กล้าจะเสี่ยงสูงด้วย แต่ตอนนี้ราคาในการต่อทะเบียนแต่ละชื่อหลัง ก็เริ่มมีราคาแพง จึงเหลือเพียงไม่กี่ชื่อ” เขาเล่า

นอกจากนั้น เขายังมีวงดนตรีของเขาที่ตั้งกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษา โดยมีความชื่นชอบมากแนวดนตรีเฮฟวี่เมทัลโดนเฉพาะวงดนตรี Metallia และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มต้นในการจับกีต้าร์ ก่อนที่จะเรื่มเจ้าสู่การซื้อเพราะความชอบ จนเข้าสู่ซื้อเพื่อการสะสม และบางรุ่นมีการขายเก็งกำไร

กีต้าร์สะสมส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อ ESP รุ่นต่างๆ ที่วง Metallia ใช้ โดยส่วนใหญ่จะเน้นเป็นรุ่น Limited ที่เรียกว่า Signature Series ซึ่งปัจจุบันมีที่สะสมประมาณกว่า 20 ตัวบางตัวก็หายากในวงการ และบางตัวก็หาง่ายผสมปนเปกันไปแต่การที่เก็บบางตัวเองไว้ก็เพราะเชื่อว่ามูลค่าของกีต้าร์แต่ละตัวจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา

การสะสมของเขาก็เริ่มเข้าสู่การสะสมแอมป์เครื่องเสียงหรือแอมป์กีต้าร์ไปด้วย เพราะที่บ้านก็มีห้องซ้อมดนตรีของตัวเอง ฉะนั้นมุมส่วนตัวที่เขาจะรู้สึกเพลิดเพลินคือ การได้เล่นกีต้าร์ การได้เล่นดนตรี หรือการได้ฟังเพลงตามแนวดนตรีที่เขาชื่อชอบ

“เพราะความที่ชอบเล่นกีต้าร์ทำให้ชอบที่จะเปิดดูอีเบย์ซื้อกีต้าร์ เลือกดูไปเรื่อยว่ารุ่นไหนที่ชอบ รุ่นไหนที่เราตามหาหรืออยากได้ก็จะดูและเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆซึ่งการมีอีเบย์ก็ทำให้เรามีความสะดวกกว่าเมื่อก่อน เพราะเป็นตัวกลางที่ทำให้มีทางเลือกที่จะพร้อมซื้อขายทางออนไลน์ได้ตลอดเวลาด้วย จริงๆเลยไม่รู้ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี สะสมกีต้าร์จะเป็นมุมพัก่ผน ช่วยสร้างความเพลิดเพลิน หรือจะเป็นการลงทุนด้วย เพราะหลายตัวก็ซื้อมาแล้วก็พร้อมที่จะขายออกไปเมื่อได้ราคาดีเช่นกัน แต่ถ้าตัวชอบตัวไหนเสียงดีบ้างก็เก็บไว้”

หลังๆ พองานเยอะก็ไม่ค่อยได้ซ้อมเล่นกีต้าร์หรือทำอะไรมาก เพราะปกติจะเป็นคนที่เล่นกีต้าร์และตีกลองด้วยแต่หลังๆก็ไม่ค่อยมีเวลาได้เล่นเครื่องดนตรีอะไรมาก จนเมื่อไม่นานมานี้เพือนๆ สมัยเด็กๆ กำลังชวยกันไปเล่นดนตรีเพื่อการกุศลกันอยู่ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลับมาเพลิดเพลินได้อีกครั้ง

เขากล่าวว่า ตอนนี้เวลาว่างส่วนใหญ่จะเน้นไปทางดูแลสุขภาพของตัวเองเพราะว่าทำงานหนัก ทำงานหลายวัน สันหนึ่งคิดโครงการและแบรนด์สินค้าหลายอย่างพร้อมกัน ดังนั้นถ้าว่างก็ตจะแบ่งเวลาไปกับการออกกำลังกาย และเน้นไปกับการเล่นเวท