Logo_Kom

'ไฮบริด แฟบริค'ผ้าใส่นวัตกรรมผ่านแนวคิดนอกกรอบ-มองต่างมุม

be9kh6didab5a5d9i67kj

“คิดนอกกรอบ” อาจจะไม่มีสูตรตายตัวนัก แต่กลับมีผลสำเร็จอยู่มากสำหรับผู้ที่แสวงหาความแตกต่าง ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงไหนก็ตาม เช่นเดียวกับผู้บริหารหนุ่มไฟแรง วัย 34 ปี ผู้นี้ “กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์” ที่นำพาธุรกิจครอบครัวฝ่ากระแสขาลงของอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมที่ใครๆ พากันมองว่าเป็น “ดาวร่วง” ธนาคารพาณิชย์ต่างเมินหน้าหนี ให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้และยังเพิ่มโอกาสในการเติบโตด้วยการใส่สิ่งที่เรียกว่า “นวัตกรรม” เข้าไปอีกด้วย

             นั่นจึงเป็นที่มาของ “ไฮบริด แฟบริค” ด้วยเป้าหมายของการเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านผ้า ซึ่งเกิดจากการพัฒนาวัตถุดิบชั้นดี ขั้นตอนการถักทออันทันสมัย และกระบวนการย้อมแบบพิเศษ จนออกมาเป็นเส้นใยที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากของเดิมๆ คือมีโครงสร้างเป็นลักษณะถาวรคือช่วยยืดอายุการใช้งาน ช่วยลดพลังงานเพราะแทบไม่ต้องรีด ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศได้ 1 องศา ขณะที่ผู้สวมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยพิเศษนี้ยังสบายเหมือนอุณหภูมิเท่าเดิม และยังมีคุณสมบัติการดูดซับเหงื่อได้ดี ทำให้ผ้าที่เปียกเหงื่อจะไม่ชื้นแฉะจากด้านใน เป็นต้น

             นวัตกรรมใหม่ที่ว่านี้ได้ถูกนำออกสู่ตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังค่อนข้างจำกัดคือเป็นเพียงการผลิตเพื่อป้อนโรงงานรับผลิตเสื้อครบวงจร ภายในกิจการของครอบครัวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดตอบรับมากขึ้น “ไฮบริด แฟบริค” จึงพร้อมที่จะออกสู่ตลาดอย่างเต็มตัว

             กิตติพงศ์ หรือ ไอซ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฮบริด แฟบริค จำกัด เล่าว่า “ไฮบริด แฟบริค” เกิดจากแนวคิดที่อยากจะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมา ต้องการทำอะไรใหม่ๆ แบบที่ตลาดไม่เคยมี เนื่องจากวงการธุรกิจที่ทำอยู่นั้น เป็นวงการการผลิตเสื้อที่คนซื้อไม่ได้ใส่ คนใส่ไม่ได้ซื้อ คือรับผลิตชุดยูนิฟอร์ม เสื้อโปโลเพื่อส่งเสริมการขาย หรือการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นในวันสปอร์ตเดย์ เป็นต้น ดังนั้นความคาดหวังของคนซื้อก็จะแตกต่างจากคนที่ซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นทั่วไป คือจะเน้นไปที่เสื้อสีสด ใส่ได้นาน หรือใส่เสื้อภายใต้โลโก้องค์กรแล้วไปพบปะลูกค้าก็จะไม่เสียภาพลักษณ์ขององค์กรนั้นๆ

             เราจึงพัฒนาผ้าชนิดใหม่ที่เราผลิตขึ้นมาเอง และมีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งพัฒนาได้ออกมาจำนวนหนึ่งแต่คัดออกมาทำตลาดในช่วงแรก 3 ซีรีส์ คือ ไฮบริด โปร, ไฮบริด ฟิวชั่น และไฮบริด คอตตอน ซึ่งผ้าแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างกันออกไป

             “ธุรกิจที่ผมอยู่ ปัจจุบันนี้เรียกกันว่าเป็นธุรกิจตะวันตกดินแล้ว หรือจะเรียกเป็นเป็นธุรกิจ มิดไนท์ เลยก็ได้ แต่จากการเข้ามาช่วยงานในธุรกิจครอบครัวช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การคิดอะไรที่แตกต่าง เช่น การรับจ้างผลิตโดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำเลย สั่งมาตัวเดียวก็รับทำให้ ถือเป็นเจ้าเดียวเลยก็ว่าได้ที่สามารถทำได้อย่างนี้ นอกจากนี้ยังสามารถผลิตได้เร็ว ส่งเร็ว ทำให้ธุรกิจเรายังมีกำไรได้ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่ถูกเรียกว่าตะวันตกดิน ซึ่งคนอื่นๆ ตกหมด นั่นทำให้เราคิดได้ว่าโมเดลการคิดนอกกรอบที่ผ่านมา สามารถตอบโจทย์ได้ดี จึงคิดหาสิ่งที่แตกต่าง คือผ้าที่แตกต่างจากทั่วๆ ไปที่หาได้ เราจึงต้องพัฒนาเริ่มตั้งแต่เส้นด้าย”

             จนกลายมาเป็น “ไฮบริด ไฟเบอร์” ซึ่งผลสำเร็จนี้ มองว่าเกิดจาก 3 ส่วนด้วยกัน คือ โนว์ ฮาว ของเราที่มีมายาวนานถึง 3 รุ่น ซึ่งรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่ 3 ของธุรกิจครอบครัว ขณะเดียวกันทางโรงปั่นเส้นด้ายเอง ก็ต้องการขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ราคาสูงขึ้นมาเพื่อสร้างผลกำไร และสุดท้ายเกิดจากทีมนักวิทยาศาสตร์ ทีมนักวิจัยซึ่งเราได้ร่วมกับบริษัทซีดีไอพี เข้ามาร่วมมือกันในการทดสอบเส้นด้ายที่มีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งก็ต้องใช้เทคนิคการทอและการย้อมสีแบบพิเศษด้วยเช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ ซึ่งเฉพาะปีนี้เราได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรใหม่แล้วด้วยเงินลงทุนเกือบ 20 ล้านบาท

             นอกจากนี้ ยังเตรียมที่จะย้ายโรงงานไปยังพื้นที่ใหม่ไปที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างบริษัทของครอบครัว กับบริษัทใหม่ (ไฮบริด แฟบริค) ที่ตั้งขึ้นมา

             ไอซ์ บอกว่า การที่เราอยู่ในวงการที่เรียกว่าเป็น มิดไนท์ จึงรู้สึกว่าถ้าไม่เพิ่มนวัตกรรมอะไรเข้าไป เราก็จะกลายเป็นเหมือนธุรกิจห้องแถวที่อาจจะไม่มีทางเติบโต ไม่มีรายได้เข้ามา ดังนั้นจึงต้องคิดกลับทางหมด คือเมื่อเราสามารถพัฒนาผ้าคุณสมบัติพิเศษขึ้นมาได้แล้ว ในแง่ของการทำตลาดจึงเริ่มด้วยการนำเสนอความแตกต่างให้กับลูกค้า (ลูกค้าของบริษัท ที.ที.เอช.นิตติ้งฯ) ด้วยการเสนอผ้าบางอย่างที่ข้างนอกไม่มี แต่เรายังให้ในราคาตามต้นทุนการผลิตเสื้อในแบบเดิม

             “แบ็กกราวด์ของผมมาจากสายการตลาด ซึ่งก็จะรู้ว่าลูกค้าอยากได้อะไร แต่ผมใช้หลักการแบบสตีฟ จ็อบส์ นะ คือจะไม่ถามว่าลูกค้าอยากได้อะไร แต่จะบอกว่าผมมีตัวนี้ที่คนอื่นไม่มี แล้วยังให้ราคาเท่ากับปกติ ลูกค้าจะเลือกอะไร ซึ่งผลตอบรับมา ลูกค้าจะเลือกในสิ่งที่ดีกว่าแต่ราคาเท่าเดิม แต่แบบนี้เจ้าใหญ่ๆ ลงมาเล่นแบบเราไม่ได้ ทำให้ทั้งหมดที่เรานำเสนอจึงตอบโจทย์ได้ดีกว่า ใส่แล้วคุ้มค่า ใส่ได้นาน ไม่หด ไม่ย้วย และมีสีเยอะกว่าและสีลักษณะเฉพาะก็สามารถทำได้”

             อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ไฮบริด แฟบริค ยังเป็นการผลิตเพื่อป้อนให้กับบริษัทของตัวเอง แต่ในอนาคตเราจะขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าข้างนอกมากขึ้น ซึ่งก็เป็นที่มาของโรงงานแห่งใหม่ที่ จ.สมุทรสาคร รวมทั้งมีแผนจะไปลงทุนตั้งสำนักงานเป็นแผนกวิจัยที่อุทยานวิทยาศาสตร์ (science park) ที่ซึ่งนอกจากจะได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และอยู่ใกล้กับบริษัทวิจัย ซีดีไอพี ที่ทำงานพัฒนาร่วมกันแล้ว ยังมีธุรกิจบางตัวที่เราเริ่มสนใจในกลุ่มเดียวกันนี้อีก และยังมีแนวคิดที่จะเข้าสู่ธุรกิจรีเทล เพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ที่จะเข้าตลาดเพิ่มขึ้นในอนาคต

             แต่ ไฮบริด แฟบริค ก็ยังไม่ถือว่าเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยผู้บริหารหนุ่มบอกว่า จะมุ่งสู่การเปิดตัวอย่างจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ต้นปีหน้า (2559) เป็นต้นไป เน้นทำการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

             “ที่ผ่านมาเราเงียบมาตลอด เราเริ่มมาได้ไม่ถึงปี แต่ก็ทำเองแบบเงียบๆ เพราะว่ากลัวโนว์ ฮาวจะหลุด แต่จากการหารือกับทีมวิจัยแล้วเห็นว่าการลอกเลียนแบบคงทำได้ยาก หรือถ้าทำได้ก็อาจจะหลงทาง หรือใช้เวลาหลายปี จึงทำให้ค่อนข้างมั่นใจมากขึ้น อีกอย่างตัวผมเองอยู่กับธุรกิจนี้ มีความหลงใหลในผ้า มันอยู่ในดีเอ็นเอของเรา จึงคิดว่าหนทางนี้จะไม่หลุดเทรนด์แน่นอน และอยู่ยาวไปได้อีกเป็น 10 ปี เพราะเดี๋ยวนี้คนใส่เสื้อโปโลกันมากขึ้น และใส่เสื้อเชิ้ตน้อยลง เพราะเมืองไทยมีอากาศร้อน อีกอย่างแต่ละองค์กรก็จะมีหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ที่ให้พนักงานใส่เสื้อแบบสบายๆ กันมากขึ้น เลยคิดว่าเรามาถูกทางแล้ว”

             โดยจากนี้ บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตปีละ 30% ซึ่งดูแนวโน้มแล้วมีความเป็นไปได้ เพราะขณะที่การ์เม้นท์รายอื่นทยอยปิดตัว แต่เรากลับได้ลูกค้าใหม่ๆ แม้จะเป็นรายเล็กแต่ก็มีจำนวนมาก เพราะโจทย์ของเราคือใช้ของที่ต้นทุนเท่าเดิม แต่เราได้ลูกค้ารายย่อยมามากขึ้น และภายใน 2 ปีเราจะมีซัพพลายผ้าไม่ยืดด้วยซึ่งจะนำเข้ามาจากโรงงานในจีน ที่จะส่งคนของเราไปดูแลการผลิต นอกจากนี้ ยังมีแผนจะเปิดอีกแบรนด์เป็น ไฮบริด สปอร์ต ซึ่งจะเป็นนวัตกรรมที่ขึ้นไปอีกขั้น คือทุกอย่างจะมีบาลานซ์หมด สามารถตอบโจทย์เทรนด์กีฬาที่ต้องการผ้ามีศักยภาพสูงได้

             “เพราะเห็นว่าปัจจุบันคนไทยใส่ใจในการเล่นกีฬาชนิดต่างๆ มากขึ้น แต่ชุดกีฬาส่วนใหญ่ยังไม่ตอบโจทย์นัก ขณะที่เราสามารถทำได้ โดยมีเป้าหมายภายใน 5 ปี จะเอาชนะเจ้าใหญ่ในเมืองไทยอย่าง จีสปอร์ต ให้ได้”

             นอกจากนั้น ยังสามารถใช้โนว์ ฮาวอย่างเดียวกันนี้ในการผลิตเสื้อช็อป เสื้อกันไฟ เสื้อกันไฟฟ้าสถิต และอื่นๆ ได้อีกมาก ซึ่งจุดนี้การที่เราจะทำงานคนเดียวคงไม่ไหว ก็จะเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งก็เปิดในทุกรูปแบบ และเตรียมที่จะเข้าระดมทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ รวมไปถึงการสร้างโรงงานย้อมสีเอง

             ทั้งนี้ การที่เรานำนวัตกรรมเข้ามาใช้ คงไม่กล้าพูดว่าเราจะช่วยให้วงการสิ่งทออยู่รอดได้ แต่สำหรับตัวเองคิดว่าเรา “รอด” เพราะเราขายนวัตกรรม เหมือนการขายน้ำเก๊กฮวยในร้านขายยา กับน้ำเก๊กฮวยของอิชิตัน ทำไมเดี๋ยวนี้คนกินอิชิตันกัน

             “อีกทั้งตัวผมเองคิดว่าการเป็นหัวหมา ดีกว่าเป็นหางเสือนะ คือต่อให้เล็กแค่ไหนก็สามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ ดีกว่าไปฝากความหวังไว้กับพวกแบรนด์ต่างๆ เลยไม่คิดจะทำโออีเอ็ม (รับจ้างผลิต) แต่กลับคิดว่าถ้าเรามีนวัตกรรม จะทำให้สามารถต่อยอดไปได้ไกลกว่า อย่างเช่นตอนนี้ถ้าผมจะทำผ้าม่านขาย ก็ไม่ห่วงแล้ว เพราะเราสามารถทำผ้าม่านป้องกันรังสียูวีได้ ทำผ้าม่านป้องกันไรฝุ่นได้ หรือป้องกันรอยขีดข่วนจากหมึกปากกาได้ ซึ่งการที่เราทำได้ก็เพราะว่าเรามีโนว์ ฮาว”

             สำหรับในทุกๆ วงการผมคิดว่า “นวัตกรรม” จะทำให้คุณรอดได้ในอนาคต จะทำให้คุณมีมาร์จิ้น และไปถึงเออีซีได้ แต่ทั้งหมดต้องบวกบางอย่างเข้าไปด้วยคือความกล้า แต่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง เพราะไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า คงเหมือนกับโคลัมบัสที่ไม่รู้หรอกว่ามีทวีปอเมริกาถ้าเขาไม่ออกไป และนอกจากความกล้าแล้วคุณต้องมีวิชชั่น คือต้องกล้าคิดอย่างอื่น และสุดท้ายต้องมีแอสเซท เช่น พวกสิทธิบัตร ที่จะเป็นทรัพย์สมบัติของคุณเอง

             สุดท้ายนี้ เมื่อพูดถึง ไฮบริด แฟบริค อยากให้นึกถึงว่าเราคือผู้นำนวัตกรรมด้านผ้า ถ้าคิดถึงเสื้อให้นึกถึงเรา หรือจะตัดเป็นอะไรก็ได้ อย่างวันนี้อยากจะได้เสื้อกลิ่นแอปเปิ้ล เราก็ทำได้ เสื้อแบบสำหรับซักในตอนกลางคืน เราก็ทำได้ อย่างไรก็ตาม หากมองลงไปลึกๆ แล้วนั่นเพราะเราอยากจะโตในขณะที่คนอื่นไม่กล้าโต

จากธุรกิจค้าผ้าสู่ก้าวย่าง“เจน 3”

             “กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์” สำเร็จการศึกษาด้านการตลาดจาก California State University Hayward, USA และกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้โลดแล่นในแวดวงธุรกิจสิ่งทอ โดยเริ่มเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัว บริษัท ที.ที.เอช.นิตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจสิ่งทอและกิจการตัดเย็บครบวงจร ภายใต้แบรนด์ Mixprint เขาได้สร้างความแตกต่างจากโรงงานผลิตเสื้ออื่นๆ ทั่วไป คือจะไม่มีขั้นต่ำในการรับผลิต

             “สาเหตุที่เราทำได้เพราะเรามีโรงงานทอผ้าเอง และสามารถผลิตได้ภายในที่เดียวทั้งการเย็บ การปัก การทำปกเสื้อ สำเร็จรูปภายในที่เดียว จึงทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าเจ้าอื่นๆ”

             นอกจากแบรนด์ มิกซ์ปรินท์ แล้ว เรายังมีแบรนด์อื่นๆ ในมือด้วย เช่น ยูนิฟอร์ม สมาร์ท ควิก เฟิร์ส เอบีซี บีเคเค เป็นต้น ซึ่งแต่ละแบรนด์จะมีเอกลักษณ์และแพทเทิร์นที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งโนว์ฮาวในการผลิตก็จะต่างกัน แม้จะมีฐานการผลิตในโรงงานแห่งเดียวกันก็ตาม โดยแบรนด์ในกลุ่มที่มีนั้นก็เกิดมาจากแนวคิดที่เราต้องการให้พนักงานเติบโต แต่หากยังอยู่ที่เดิมเขาก็จะไม่สามารถขยับขยายได้ จึงให้ขยับขยายด้วยการเปิดแบรนด์ต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมา

             เขาเล่าว่า ก่อนจะมาเป็นไฮบริด แฟบริค นั้น ตนเองนับว่าอยู่ในเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้วของธุรกิจครอบครัว จากจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ.2490 ห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้ง เตียง ฮง ประกอบธุรกิจค้าขายผ้าในย่านสำเพ็ง จนถึงปี พ.ศ.2535 ได้ขยายกิจการมาเป็นผู้ผลิตภายใต้โรงงานใหม่ชื่อบริษัท ที.ที.เอช.นิตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ประกอบกิจการทอผ้า และต่อมาได้ขยายกิจการตัดเย็บครบวงจร จนมาสู่ “ไฮบริด แฟบริค” ผู้นำนวัตกรรมด้านสิ่งทอ ซึ่งเกิดจากฝีมือทีมงานทั้งคนไทย เยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น ที่ร่วมกันคิดค้นและพัฒนาในทุกกระบวนการผลิต

             “ตอนนี้ผมอายุ 34 ปี และตัวเราเองก็ชอบนวัตกรรม ชอบโอเลี้ยงใส่น้ำแข็งที่เรียกว่าคาปูชิโน่ ผมชอบแนวนี้นะเพราะคิดว่าหล่อกว่า” เขาเล่าและว่าปัจจุบันมาดูแลงานที่ ไฮบริด แฟบริค เกือบจะเต็มตัวแล้ว ขณะที่ บริษัท ที.ที.เอช.นิตติ้งฯ ปัจจุบันถือว่าทรงตัวและอยู่ได้แล้ว ส่วนแบรนด์อื่นๆ สามารถสร้างให้ใหญ่ขึ้นได้อีก และก็ทำให้พนักงานเราเติบโตได้

             อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจเดิมด้วยแผนธุรกิจในปัจจุบันจะยังไม่มีการขยับขยาย หรือไปลงทุนเพิ่มเติมในกลุ่มการ์เม้นท์ เนื่องจากมองว่าน่าจะหมดยุคของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานแบบเข้มข้นแล้ว ส่วนแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันย้ายฐานออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านกันมากนั้น ทางบริษัทยังไม่มีแผนเข้าไปลงทุนเช่นกัน อย่างน้อยในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ เพราะทางพม่าเองก็ยังไม่พร้อม คือยังไม่มีโรงปั่น โรงย้อมเข้าไปลงทุน หรือการจะย้ายฐานไปฝั่งกัมพูชาหรือเวียดนาม เห็นว่าหากเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 1 พันคนขึ้นไป เป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้น การออกไปลงทุนต่างประเทศน่าจะคุ้มค่ากว่า